“ในช่วงโควิด เศรษฐกิจของกัมพูชาซึ่งพึ่งพาจีนและต่างชาติเป็นหลัก จึงทำให้เศรษฐกิจของกัมพูชาค่อนข้างแย่ บริษัทส่วนใหญ่ขาดทุนปิดกิจการกันไป แต่พี่บอมสามารถปรับใช้กลยุทธ์จากวิชาที่เรียนมา เช่น การลดต้นทุน , Quality control และอื่นๆมาแก้ปัญหา และทำให้บริษัทได้กำไรสูงสุดในรอบการก่อตั้ง 7-8 ปีเลยทีเดียว”
คุณบัณฑิต เลิศพลานันท์ IE29 รหัส 4106185 พี่บอม ที่หลายคนคุ้นเคยกัน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Managing Director บริษัท Nawaplastic Cambodia,Subsidiary of SCG Chemicals
พี่บอมเล่าให้ฟังว่า เดิมทำงานที่บริษัท SCG ที่สระบุรี แล้วมีโอกาสขยับขยายไปดูแล บริษัทในเครือที่กัมพูชา รวมอายุงานทั้งหมดก็ 18 ปีทีเดียว โดยพี่บอมเริ่มจากสายงาน production engineer แต่บริษัทมีการ rotate ตำแหน่งทุกๆ 3-4 ปี ตอนแรกก็ไม่ค่อยชอบ เพราะไม่อยากเริ่ต้นใหม่ แต่พอไ้ด้ลองทำงานใหม่ๆเจอโจทย์ใหม่ๆกลับทำให้สนุก รู้สึกชอบที่ได้เรียนรู้งานใหม่ ไม่น่าเบื่อ
ตอนแรกที่รู้ว่าต้องย้ายไปประจำที่กัมพูชาก็รู้สึกกังวล เนื่องจากเราเคยมีข้อพิพาทเรื่องเขตชายแดน ก็กังวลว่าคนกัมพูชาจะเกลียดคนไทย แต่ไม่ใช่เลย คนกัมพูชาค่อนข้างรักคนไทยเลย และเรื่องภาษาวัฒนธรรมไม่ต่างกันมาก จึงทำให้ปรับตัวได้เร็ว กัมพูชาเทคโนโลยียังไม่ทันสมัยเท่าไทย และผู้คนไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆดังนั้นการทำงานจึงต้องค่อยๆปรับเปลี่ยนไปทีละนิด เพื่อให้เค้าค่อยๆปรับไปด้วยกันจะได้ผลกว่า
แต่คนกัมพูชามีข้อดีที่กล้าใช้ภาษาอังกฤษ แม้จะไม่ถูกไวยกรณ์ แต่สามารถสื่อสารได้ กล้าพูด เป็นข้อดีที่อยากให้คนไทยได้กล้าทำเช่นนี้บ้าง
สิ่งที่ยากในการทำงานที่กัมพูชาอยู่ที่เรื่องกฎหมายการค้ามากกว่า ตอนอยู่ไทยเรามีทีมกฎหมาย มีฝ่ายธุรกิจดูแล แต่ที่นี่เราต้องดูเอง ทำความเข้าใจให้ดี เพราะหากเราทำผิดพลาดกับกฎหมายการค้าของเค้า จะโดนโทษปรับหนักทีเดียว นอกจากนั้นยังต้องรู้จักวิธีเข้าหาเจ้าหน้าที่ราชการเจ้าหน้าที่สรรพากรของกัมพูชาด้วย จึงเป็นสิ่งที่ยากในช่วงแรก
ความแตกต่างของการทำงานที่ไทยกับกัมพูชา คือ ที่ไทยเราทำงานที่บริษัทขนาดใหญ่ ความรับผิดชอบจไม่กว้างแต่จะลงลึก ส่วนที่กัมพูชาเราทำงานในบริษัทที่เล็กลง แต่ต้องมองภาพกว้างขึ้น ทั้งเรื่องไฟแนนซ์ การขาย การตลาด โรงงานและยังต้องบริหาร local partner ด้วย
ซึ่งก่อนหน้าโควิด กัมพูชาเองมีนักลงทุนจากจีนมาลงทุนเยอะมากถึง 70-80% รองลงมาคือ ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย แต่ตอนนี้จีนแทบไม่มีเหลือเลย
พี่บอมอยู่ที่กัมพูชามาแล้ว 3 ปีครึ่ง บริษัทดูแลเรื่องที่พักรถยนต์ประจำตำแหน่งพร้อมคนขับ เนื่องจากที่กัมพูชาเองระบบสาธารณูปโภคยังไม่มีรถไฟฟ้าแบบบ้านเรา รถสาธารณะจะหมดตอน 2 ทุ่ม เพราะฉะนั้นการมาทำงานที่นี่จึงควรมีรถส่วนตัว จะสะดวกและปลอดภัยที่สุด
ถามพี่บอมว่าแล้วแบบนี้คิดถึงบ้านบ้างมั้ย พี่บอมบอกว่า คิดถึงก็สามารถบินกลับไทยได้เลยที่บริษัทมีตั๋วให้กลับบ้านปีละ 8 ครั้ง และยังมีตั๋วให้ครอบครัวมาหาที่กัมพูชาได้อีกปีละ 2 ครั้ง ทำให้ยังมีเวลาได้อยู่กลับครอบครัว
ถ้าถามว่าตอนนี้กัมพูชาต้องการ IE แบบไหน พี่บอมบอกว่า ตอนนี้ ใครที่เข้าใจ Data science สามารถ analyze ข้อมูลเยอะๆมาใช้งานได้ นี่คือสิ่งที่ต้องการ
แต่ถ้าถามว่าในฐานะที่พี่บอมเป็น Managing Director พี่บอมมองหาคนแบบไหนมาร่วมงาน พี่บอมบอกว่า เรื่องเกรดไม่ได้เน้นมาก ได้ 2.5-2.75 ก็โอเค เพื่อการันตีว่ามีความรู้ในระดับนึง แต่ไม่ค่อยชอบคนที่มี attitude Can do ไปทุกอย่างนะ ชอบคนที่มุ่งมั่น ไม่ท้อหากล้มเหลว ลุกให้ไว เพราะการล้มเหลวบางครั้งมันก็มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่ที่เราคนเดียว ดังนั้นคนที่ล้มแต่ฮึดสู้ต่อจะโดนใจกว่า และยิ่งกว่านั้นถ้ากล้าแสดงความคิดเห็น กล้าแย้งตามความคิดเหตุผลองตัวเอง ไม่เออออไปซะหมด มันจะทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆ แบบนี้ยิ่งดีใหญ่ คนแบบนี้จะมีโอกาสเติบโตในสายงานได้มากกว่าใคร แต่ที่ SCG จะมีระบบ Internship เพื่อมาลองดูก่อน ถ้าไปในทางเดียวกันและอยากทำงานที่นี่ต่อก็จะมีโอกาสสูง
แล้วพี่บอมยังฝากถึงน้องๆว่า ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปเยอะมาก เราควรเปิดใจให้พร้อม ว่าอาจจะมีซักวันที่เราต้องไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งถ้าเรามัวแต่กลัวยืนยันจะทำงานที่ไทยเท่านั้นก็อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสดีๆไปได้ ส่วนเรื่องภาษาเอาแค่สื่อสารได้ก็พอ เพราะภาษาไม่ใช่ตัวตัดสินความเติบโตในสายงานโดยตรง
“สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นคือ เราใช้วิชา soft site ต่างๆ ในการแก้ปัญหา conflict ทำให้งานราบรื่น เช่น วิชา crisis management ไม่ใช่เอาแต่สั่งๆวิธีการทำงานซึ่งอาจทำให้เขาต่อต้านกันได้”
พี่บอมเล่าถึงตรงนี้ เราก็มานั่งคิดตาม ก็จริงนะ บางทีเราก็ยึดตามตำราวิชาหลักใช้แก้ปัญหาอย่างเดียว จนลืมนึกถึงความขัดแย้งในใจเล็กๆน้อยๆของพนักงานท่านอื่น แต่ถ้าหากเราเลือกใช้วิธีประนีประนอม มีความยืดหยุ่นบ้าง แต่ก็แก้ปัญหาได้ ก็น่าจะดีกว่า
ดังนั้นพี่บอมเลยทิ้งท้ายว่า ถ้าน้องๆมีวิชาเลือก อยากให้ลองมองๆดูวิชา soft site พวกนี้ไว้บ้าง มันจะทำให้เราได้มุมมองในการแก้ปัญหาใหม่ๆและทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นด้วย
“ ตั้งเป้าหมายเล็กๆแล้วทำให้สำเร็จ มันจะเกิดแรงบันดาลใจอยากทำเป้าหมายต่อไปให้สำเร็จไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายใหญ่ มันใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จก็จะทำให้เราท้อไปก่อนได้ “
ข้อคิดดีๆจากพี่บอม ที่เราเอามาปรับใช้ได้กับทุกเรื่องเลย ง่ายๆเลย เราตื่นนอนมา ตั้งเป้าหมายเล็กๆ อย่างเช่น จะพับผ้าห่มทุกวัน มันเป็นเรื่องที่เล็กมากจริงๆ แต่เชื่อว่าหลายคนก็ยังทำไม่ได้ แต่ถ้าเราตั้งเป้าเล็กๆในแต่ละวัน ซัก 5 อย่าง แล้วทำสำเร็จทุกอย่างได้ต่อเนื่องจนเป็นกิจวัตรแล้ว เราก็จะใจฟู ขยับไปตั้งเป้าที่ใหญ่ขึ้น แล้วค่อยๆทำให้สำเร็จ เราก็จะเป็นคนที่พุ่งชนเป้าหมายตลอด เติมไฟให้ตัวเองได้ในทุกวัน
คำค้นหา : #พี่บอม