“จาก Industrial Engineer สู่ Software Engineer ในแดนจิงโจ้
มีฝัน มีไฟ มีใจ ยังไงก็ไปถึง”
.
.
อากาศดีๆ กับโอกาศดีๆ เราได้คุยกับรุ่นพี่ในต่างแดนอีกท่าน พี่วิน พฤทธิรัชต์ ธีรผกาวงศ์ เกียร์ 24 รหัสนักศึกษา 3606244 IE 12 ทำงานในตำแน่ง Senior Developer บริษัท Metricon Homes ประเทศออสเตรเลีย เป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่ใหญ่ที่สุด สร้างถึงปีละ 6000 หลัง! พี่วินทำงานส่วนของ IT ที่ใช้ Software ในการจัดการงานก่อสร้าง เช่น ควบคุม lead time เพื่อให้ได้ตามเวลา งบไม่บานปลาย
.
.
พี่วินเรียนจบปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมอุตสาหการ ม.ช.แล้วไปต่อโทที่ออสเตรเลีย โดยระหว่างเรียน ป.ตรี พี่วินก็มีความคิดอยากไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียอยู่แล้ว พี่วินจึงเริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อปูทางในอนาคต เราก็สงสัยว่าทำไมพี่วินถึงเลือกเรียนโทที่ออสเตรเลียล่ะ? พี่วินก็ให้เหตุผลว่า เลือกออสเตรเลียไว้แต่แรกเลย เพราะว่าไม่ไกลจากเมืองไทยใช้เวลาบินเพียง 8 ชั่วโมง ทำให้ไปมาสะดวก และบวกกับตกหลุมรักกับธรรมชาติของออสเตรเลีย ที่มีความสมบูรณืแถมยังใกล้ทะเล ขับรถไป 10 นาทีก็ชิลล์ได้แล้ว และอีกอย่างคือ ค่าใช้จ่ายต่างๆน้อยกว่าฝั่งอเมริกาด้วย เลยปักธงมาที่นี่เลยแบบไม่ลังเล
.
.
แล้วถามว่า การเปลี่ยนสายเรียนจาก IE ไป Software engineer มันยากมั๊ย? พี่วินกลับไม่มองว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากค้นพบตัวเองตั้งแต่สมัยเรียน IE ตอนนั้นมีเรียนวิชาเขียนโปรแกรม แล้วพี่วินรู้สึกสนุก ชอบที่จะทำมัน พอมีโอกาสก็เลยลองย้ายสาขาดู แต่ต้องบอกก่อนว่าที่ออสเตรเลียเนี่ย ถ้าเรียนไปแล้วรู้สึกมันไม่ใช่ เราสามารถย้ายสาขาโอนเกรดได้ ก็เลยไม่มีอะไรเสียหายที่จะลอง แล้วก็เป็นอย่างที่คิดว่ามันคือสิ่งที่พี่วินชอบจริงๆ ก็เลยเรียนมาจนจบแล้วทำงานที่ออสเตรเลียเลย
.
.
ในการทำงานพี่วินแทบจะไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย เพราะว่าพี่วินเรียนจบจากที่นี่อยู่แล้ว ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อยู่แล้ว จึงสมัครงานแบบ Immigrant Visa และได้ Permanent residence ต่อจากนั้นประมาณ 5 ปี พี่วินตัดสินใจอยู่ต่อถาวร จึงทำเรื่องขอ Citizenship ใช้เวลาขอไม่เกิน 1 ปีก็ได้มา จึงทำให้พี่วินทำงานอยู่ที่ออสเตรเลียได้ตลอดไป จนถึงตอนนี้พี่วินก็อยู่ออสเตรเลียมา 20 ปี แล้วล่ะ
.
.
ความชาเลนจ์ในการทำงานของพี่วิน คือ งานสายเทคโนโลยีมันมีเรื่องใหม่ๆให้เรียนรู้เยอะ ทำให้ไม่น่าเบื่อ ตื่นเต้น เหมือนได้เติมไฟอยู่ตลอดเวลา ตรงส่วนนี้ทำให้พี่วินทำงานแบบมี passion เสมอ
.
.
น้องๆที่สนใจมาเรียนหรือมาทำงานที่ออสเตรเลีย พี่วินก็แนะนำไว้ว่าการเตรียมตัวเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะในต่างประเทศที่เราไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก เราจึงควรวางแผนเรื่องเรียนภาษาไว้แต่เนิ่นๆจะดีที่สุด เพราะด้านความรู้เราไม่ด้อยกว่าชาติไหนแน่ๆ แต่ส่วนมากจะติดตรงภาษา เราก็หาวิธีอุดรูรั่วนี้ไว้ก่อน ซึ่งพี่วินก็ให้กำลังใจว่า เอาจริงๆแล้ว เราไปอยู่ อาจจะต้องปรับตัวซักพักทั้งเรื่องที่อยู่ อาหาร ภาษา แต่ไม่เกิน 6 เดือน เราก็จะเข้าที่เข้าทางแล้ว ซึ่งเอาจริงๆมันก็แค่แป๊บเดียวเองจ้า
.
.
และพี่วินก็บอกว่าออสเตรเลียก็มีที่ท่องเที่ยวสวยๆเยอะ จัดว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศในฝันของใครหลายคน ซึ่งคนไทยนิยมไปมากจ้า ว่าแล้วก็ลุยสิ รออะไร ถ้ามันตอบโจทย์ วางแผนตั้งแต่วันนี้โลด “โอกาสมักเดินมาหาคนที่พร้อมกว่าเสมอ”
“ความรับผิดชอบ ความกล้าคิด กล้าพูด การแสดงความคิดเห็น มีจุดยืนชัดเจน นี่คือ Key success ของพี่วิน”
สังเกตมั๊ยว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักจะมี Key success แนวๆนี้ทั้งนั้น เราลองมาคิดหันเล่นๆดีกว่าว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
.
.
จากที่คุยกับพี่ๆก่อนหน้ามา ก็จะมีแนวคิดแนวเดียวกันนี้เช่นกัน เป็นสิ่งที่พูดง่ายทำยาก สำหรับบางคน เนื่องจากคนไทยเรามักโดนล้อมกรอบความคิดไว้ตั้งแต่เด็ก เป็นความหวังดีของผู้ใหญ่ และวัฒนธรรมของเอง ซึ่งจริงๆมันดีนะ ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันก็มีอีกมุมไง ที่มันทำให้คนไทยส่วนหนึ่งเป็นคนไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าคิดนอกกรอบ แต่ของพวกนี้มันฝึกได้นะ ฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีอะไรให้เราต้องกลัวเลย ผิดเป็นครู แบบที่เค้าว่ากันนั่นแหละ ไม่ลองผิด จะรู้ได้ไงว่ามันถูก และถึงจะผิดมา มันก็ได้เรียนรู้นี่นา ฟังเค้าพูดไม่เท่าเราเจอกับตัวเองน้า
.
.
สุดท้ายนี้ อยากให้สิ่งที่พี่วินแชร์ให้ สะกิดใจน้องๆให้ลองตั้งเป้าความสำเร็จในรูปแบบของตัวเองดู อนาคตเราอยากมองเห็นตัวเองแบบไหน อยู่ที่ไหน ทำอะไร ทั้งหมดนี้เราเป็นคนเขียนรูปแบบได้เอง ตั้งเป้าให้ชัดเจน แล้วเดินตามทางนั้น จุดหมายปลายทางจะเป็นของเราจ้า เริ่มเร็ว ก็ก้าวสำเร็จเร็วไปอีกขั้นนะจ๊ะ
“ที่ออสเตรเลีย เน้นการทำงานแบบ Work life balance เป็นหลัก เวลางานก็รับผิดชอบเต็มที่ แต่ถึงเวลาพักก็ต้องแฮปปี้ให้เป็น ชีวิตถึงจะมีสมดุล และทำได้แบบถาวร”
พี่วินกล่าวไว้ในบางส่วนของการพูดคุยกัน เออ เราก็มานั่งคิดนะ ว่ามันคือเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรมี แต่ทำไมในความจริงมันทำยากจัง
.
.
ค้นหาสาเหตุมา ก็พบว่า จริงๆแล้ว เรามักเอางานมาเบียดบังชีวิตส่วนตัวกัน ทั้งที่ความจริงมันสามารถแยกออกจากกันได้นะ แต่เพราะความเกรงใจ หรือ ความล้ำเส้นของงาน อันนี้ก็ต้องดูเป็นเคสๆไป
แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ถ้างานไม่ชัดเจน แต่เราชัดเจนได้นะ แค่เรามีจุดยืนแน่วแน่ก่อน อย่างเช่น ถึงเวลาเลิกงานเราก็ปิดคอม วางงานลง และจงจำไว้ว่า งานมันไม่มีวันหมด ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ตามเวลา ขอแค่ในเวลาทำงานเราทำเต็มที่ก็พอ
.
.
ถ้าเรามัวแต่ทำงานจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต มันก็คงเรียกว่าความสุขไม่ได้หรอก ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ทำให้มีความสุขทั้งการทำงาน และพักผ่อน อันนี้ใช้ได้กับการเรียนด้วยนะ ใช้ชีวิตให้เป็น Work life balance คือทางออกจ้า
คำค้นหา : #พี่วิน